นักลงทุนทองคำ: คำเตือนทางประวัติศาสตร์ – อย่าลืมเหตุการณ์ปี 1933 เด็ดขาด
2026-02-05 00:35:41

แต่เบื้องหลังกระแสความตื่นทองนี้คือคำเตือนที่นักลงทุนทุกคนควรไตร่ตรอง: การพุ่งขึ้นของราคาทองคำสะท้อนให้เห็นถึงการสะสมของปัญหาที่ฝังรากลึกในเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และระบบการเงินโลก ปัจจุบัน สินทรัพย์เสี่ยงยังคงมีมูลค่าสูง ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังสะสมทองคำและลดทุนสำรองดอลลาร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์ทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เหตุใดสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยของทองคำจึงมีความสำคัญมาก?
สำหรับนักลงทุนรายบุคคลส่วนใหญ่ สถานะของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยนั้นฝังแน่นอยู่ในใจ ตราบใดที่การซื้อขายและการถือครองทองคำเป็นไปตามกฎหมายท้องถิ่น ทองคำก็ถือเป็น "สกุลเงินแข็ง" ที่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนชาวอเมริกันไม่ควรลืมว่าครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เคยมีเหตุการณ์ที่ทำให้คนธรรมดาสูญเสียทองคำไป นั่นคือ "คำสั่งยึดทองคำ" ในปี 1933
ปี 1933: รัฐบาลสหรัฐฯ ยึดทองคำโดยใช้กำลัง
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1933 ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในคำสั่งบริหารหมายเลข 6102 ซึ่งกำหนดให้ชาวอเมริกันต้องส่งมอบทองคำ เหรียญ และแท่งทองคำให้กับธนาคารภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะต้องถูกปรับและจำคุก ในขณะนั้น ซึ่งเป็นช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เงินดอลลาร์ถูกแลกเปลี่ยนเป็นทองคำในอัตราคงที่ที่ 20.67 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากความไม่มั่นคงของระบบธนาคาร รัฐบาลอเมริกันและรัฐบาลต่างประเทศจึงรีบนำเงินกระดาษไปแลกเป็นทองคำ ส่งผลให้ปริมาณทองคำสำรองของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก
เนื่องจากมีทองคำสำรองไม่เพียงพอ ธนาคารกลางสหรัฐจึงไม่สามารถบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจได้ด้วยการเพิ่มปริมาณเงิน และในที่สุดรัฐบาลของรูสเวลต์จึงต้องหันมาใช้มาตรการยึดทรัพย์ ในปีต่อมา รัฐบาลสหรัฐได้ปรับขึ้นราคาทองคำอย่างเป็นทางการเป็น 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณเงินและลดค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น มาตรการนี้ช่วยเปิดทางให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้โดยตรง
สถานการณ์โลกในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในปี 1933 อย่างไร?
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในปี 1933 หลายประการ ประเทศต่างๆ หันมาใช้มาตรการกีดกันทางการค้า สงครามการค้าทวีความรุนแรงขึ้น และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกต่างเร่งสะสมทองคำสำรองและลดเงินสำรองดอลลาร์ลง เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแนวโน้มการลดค่าของสกุลเงินปรากฏชัดเจนมากขึ้น รัฐบาลต่างๆ ก็ใช้ภาวะเงินเฟ้อเป็นรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษีทางอ้อม ซึ่งค่อยๆ กัดเซาะกำลังซื้อของประชาชน ในสถานการณ์เช่นนี้ มูลค่าของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจึงกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
เหตุการณ์หงส์ดำ: คำเตือนทางประวัติศาสตร์
ผมไม่ได้บอกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะนำนโยบายยึดทองคำแบบเดียวกับปี 1933 กลับมาใช้ใหม่ แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่ารัฐบาลมักจะใช้มาตรการที่รุนแรงในช่วงเวลาวิกฤต การระบาดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในปี 1914 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 การยกเลิกการแปลงค่าเงินดอลลาร์เป็นทองคำของนิกสันในปี 1971 และแม้แต่วิกฤตการณ์ทางการเงินโลกในปี 2008 ล้วนแสดงให้เห็นถึงผลกระทบมหาศาลของการแทรกแซงของรัฐบาลในตลาด
ในโลกที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และกฎระเบียบทางการเงินอาจไร้ผลในทันทีเมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน นักลงทุนต้องเข้าใจว่าสถานะของทองคำในฐานะ "สกุลเงินแข็ง" สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอจากนโยบายที่รุนแรงและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
สรุป: ควรลงทุนในทองคำด้วยความระมัดระวังและวางแผนระยะยาว
แม้ว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่เชื่อถือได้ในการรับมือกับการลดค่าของสกุลเงินและวิกฤตการณ์ทางการเงินมาโดยตลอด แต่มาตรการฉุกเฉินที่ประเทศและรัฐบาลต่างๆ นำมาใช้หลังวิกฤตการณ์แต่ละครั้งย่อมสร้างความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต ดังนั้น ในฐานะนักลงทุน เราจึงจำเป็นต้องประเมินความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในปัจจุบันอย่างใจเย็นและรอบคอบ และเตรียมแผนรับมือที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้า
ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรทองคำในพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย หรือการจับตาดูสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงความคาดหวังที่มองโลกในแง่ดีเกินไปเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดใดๆ รักษาความคิดอย่างมีเหตุผล และเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ไม่คาดคิด บทเรียนจากประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนที่เราทุกคนควรจดจำ
- ข้อควรระวังและข้อยกเว้นความรับผิดชอบ
- การลงทุนมีความเสี่ยง กรุณาพิจารณาให้รอบคอบ ข้อมูลในบทความนี้ใช้เพื่ออ้างอิงเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนส่วนบุคคล และไม่ได้พิจารณาเป้าหมายการลงทุน พฤติกรรมทางการเงิน หรือความต้องการเฉพาะของผู้ใช้บางราย การลงทุนโดยอ้างอิงจากบทความนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้ลงทุนเอง